ประวัติสมาคม
กรรมการ
วารสาร
กิจกรรม
แกลอรี่
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา
สมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย
ประวัติสมาคมฯ
ประวัติสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย
แหล่งข้อมูล
: หนังสือรวมพรรณไม้งาม ของสำนักพิมพ์บ้านและสวน
โดย
: อุไร จิรมงคลการ
ในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา วงการไม้ประดับมีความตื่นตัวเป็นอย่างมาก ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีต่างๆ รวมทั้งค่านิยมในการดำรงชีวิตของผู้คนที่มีแต่การแข่งขัน จึงทำให้ผู้คนห่างไกลและหลงลืมธรรมชาติอันน่ารื่นรมย์ไป และเมื่อมีโอกาส หลายคนจึงเริ่มไขว่ขว้าหาธรรมชาติกลับคืนมา เพื่อต้องการผ่อนคลายจากชีวิตประจำวันกัน พรรณไม้ประดับจึงเข้ามามีบทบาทกันมากขึ้นกับผู้คนทุกอาชีพ ทุกวัย ทั้งยังมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ไม้ประดับจึงกลายเป็นอาชีพหลักที่ทำรายได้ให้กับคนไทยและประเทศไทยเป็นอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้จึงมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่สนใจไม้ประดับ ไม่ว่าจะเป็นนักสะสมพันธุ์ไม้และผู้ที่ปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรก ผู้ที่มีอาชีพเพาะเลี้ยงและจำหน่ายไม้ประดับ ครูอาจารย์ที่สนใจและศึกษาด้านไม้ประดับ รวมทั้งบุคคลทั่วไป ได้ร่วมกันจัดตั้ง
ชมรมไม้ประดับ
ขึ้น เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2517 ที่วังสวนผักกาด ถนนศรีอยุธยา โดยมี
หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร
หรือที่นักเลี้ยงต้นไม้หลายท่านเรียกว่า คุณท่าน เป็นประธานชมรม และคณะผู้ก่อตั้งอีก 30 ท่าน อาทิ ศาสตราจารย์กสิน สุวตะพันธุ์ ครูวงศ์ บุณโยรส ดร.ปิฎฐะ บุนนาค พลเรือโทอุระ สนิทวงศ์ อาจารย์เกษม จันทรประสงค์ ดร.วทัญญู ณ ถลาง ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ฯลฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นสื่อกลางให้นักปลูกเลี้ยงต้นไม้ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนแสดงความคิด และเผยแพร่ความรู้ซึ่งกันและกัน รวมทั้งรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับพรรณไม้ในวงการไม้ประดับ พร้อมกับจัดกิจกรรม ให้ความรู้ด้านพรรณไม้ให้ผู้รักต้นไม้ได้รับทราบกัน
ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2518 จึงจัดตั้งเป็น
สมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย
ขึ้น โดยคุณท่านยังคงดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ ซึ่งหลังจากที่ก่อตั้งสมาคมฯ วงการไม้ประดับมีความแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการจัดงานครั้งแรกของสมาคมไม้ประดับในวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2520 ซึ่งคุณท่านอนุญาตให้จัดขึ้นภายในวังสวนผักกาด บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยนักเล่นต้นไม้มากหน้าหลายตา แต่ละท่านจะนำพรรณไม้ใหม่ของตนมาโชว์เป็นจำนวนมาก พร้อมมีต้นจำหน่ายจากเจ้าของ ซึ่งผู้สนใจสามารถสอบถาม หรือแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับวิธีการปลูกเลี้ยงพรรณไม้ต่างๆที่สนใจได้จากเซียนต้นไม้ โดยไม่มีการปิดบังกัน บ้างก็ซื้อขายกัน บ้างก็แลกเปลี่ยนกัน ส่วนพรรณไม้ที่ประกวด มีทั้งไม้ใบชนิดต่างๆ เช่น สาวน้อยปะแป้ง โกสน อโกลนีมา ปาล์ม รวมทั้งไม้ดัด บอนไซ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก ทุกท่านที่มาเที่ยวงานต่างได้รับความประทับใจ และมีผู้เข้าชมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ด้วยเหตุนี้ วังสวนผักกาดจึงกลายเป็นตลาดต้นไม้อีกแหล่งหนึ่งในยุคนั้นที่นักเล่นสามารถเลือกซื้อหาต้นไม้แปลกๆ ใหม่ๆได้
จากกิจกรรมของสมาคมฯ ทำให้วงการไม้ประดับหลายชนิดเริ่มมีความตื่นตัวเป็นอย่างมาก เพราะเหล่านักเลงต้นไม้ต่างนำไม้ประดับจากต่างประเทศกว่าหมื่นชนิดเข้ามาปลูกเลี้ยงในเมืองไทย เพื่อใช้ในการจัดสวน หรือปลูกเป็นไม้กระถางประดับบ้านเรือน และมีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆให้คุณภาพ สวยงามมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เมืองไทยกลายเป็นแหล่งรวมพรรณไม้ประดับจากทั่วโลกที่มีความหลากหลายไม่แพ้ประเทศอื่นๆ และในช่วงปีแรกของการก่อตั้งสมาคมฯ
คุณชูเกียรติ อุทกะพันธุ์
ได้จัดทำ
วารสารบ้านและสวน
ขึ้น ในปี พ.ศ.2518 ส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวกับบ้านเฟื่องฟูยิ่งขึ้น เพราะช่วยให้กับผู้ที่กำลังจะมีบ้าน ได้รับความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างบ้าน การจัดตกแต่งบ้าน และการจัดสวน พร้อมกับประชาสัมพันธ์สาระความรู้ต่างๆและความเคลื่อนไหวในวงการไม้ประดับเป็นอย่างดี นับได้ว่าคุณชูเกียรติเป็นผู้จุดประกายให้กับวงการไม้ประดับอีกท่านหนึ่ง อีกทั้งในปี พ.ศ.2524-2525 คุณชูเกียรติ ยังจัดทำหนังสือ
สารานุกรมไม้ประดับในประเทศไทย เล่ม 1-3
ขึ้น โดยมีคุณสวัสดิ์ หรั่งเจริญ หนึ่งในคณะกรรมการของสมาคมฯ คุณอุทัย สินธุสาร และนักสะสมและปลูกเลี้ยงพรรณไม้อีกหลายท่าน เป็นผู้ร่วมจัดทำหนังสือชุดนี้ เพื่อสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบต้นไม้ และรักการจัดสวน โดยแต่ละเล่มได้รวบรวมไม้ประดับไว้มากมาก ทั้งไม้ดอก ไม้ยืนต้น ไม้เถาเลื้อย ปาล์ม ไผ่ กล้วยไม้ ไม้ลายใบด่าง แคคตัส ไม้อวบน้ำ เฟิน ป่านศรนารายณ์ และไม้ใบประดับต่างๆ ทั้งวาสนา หมากผู้หมากเมีย สับปะรดสี บีโกเนีย อโกลนีมา พลูฝรั่ง เป็นต้น ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้วงการไม้ประดับของไทยกว้างขวางและแพร่หลายมากขึ้น มีการจัดตั้งสมาคม ชมรมต่างๆ อีกทั้งตลาดต้นไม้เทเวศร์ และตลาดสนามหลวงก็คึกคักขึ้นอย่างมากจนกลายเป็นตลาดต้นไม้สำคัญที่นักเลงต้นไม้ต้องมาเลือกซื้อพรรณไม้ที่ชอบ แต่ในปี พ.ศ.2525 ตลาดต้นไม้ต้องย้ายจากสนามหลวงมาอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร ในปีแรกยังไม่มีผู้เดินเที่ยวกันมากนัก เนื่องจากสภาพพื้นที่ไม่อำนวย ขณะที่ตลาดต้นไม้บริเวณสหกรณ์ผู้ผลิตไม้ดอกไม้ประดับ และตลาดต้นไม้เทเวศร์กลับคับคั่งไปด้วยผู้คนที่มาเลือกซื้อต้นไม้กัน หลังจากนั้นอีก 2-3 ปีตลาดแห่งนี้จึงเริ่มเป็นรูปร่าง มีการก่อสร้างร้านค้าถาวร และมีผู้เที่ยวชมมากขึ้นเรื่อยๆ จนในปี พ.ศ.2529 จึงเริ่มเป็นที่รู้จัก ประกอบกับสมาคมไม้ประดับได้จัดกิจกรรมมากมาย และมีการประชาสัมพันธ์เรื่องราวของไม้ประดับผ่านทางนิตยสารบ้านและสวน จึงทำให้วงการต้นไม้มีการตื่นตัวยิ่งขึ้น ตลาดนัดจตุจักร จึงกลายแหล่งพรรณไม้ที่นักเล่นต้นไม้ต้องแวะไปเที่ยวชมกันทุกคน และเป็นที่รู้จักกันดีของชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่เรียกกันว่า
Sunday Market
หลังจากนั้นเป็นต้นมา วงการไม้ประดับในเมืองไทยก็คึกคักและแพร่หลายมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยความสามารถของคนไทยในการปลูกเลี้ยง ขยายพันธุ์ ปรับปรุงพันธุ์และพัฒนาสายพันธุ์ไม้ประดับให้มีศักยภาพพอๆกับต่างประเทศ การค้าไม้ประดับจึงกลายเป็นอาชีพที่สำคัญของเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีตลาดต้นไม้เพิ่มขึ้นอีกหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งยังมีการจัดงานไม้ประดับต่างๆ ขององค์กรภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง
กล่าวได้ว่า สมาคมไม้ประดับ นับอีกองค์กรหนึ่งที่มีช่วยให้วงการไม้ประดับของเมืองไทยมีการพัฒนาในทางที่ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งรวมไม้ประดับที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก และหากนักปลูกเลี้ยงทุกท่านร่วมกันอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์ให้ศักยภาพยิ่งขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าวงการไม้ประดับของไทย จะยังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่างแน่นอน
.....................................................................................................................................................................
...คุณท่าน...ผู้มีพระคุณกับวงการไม้ประดับ
แหล่งข้อมูล
: หนังสือรวมพรรณไม้งาม ของสำนักพิมพ์บ้านและสวน
โดย
: อุไร จิรมงคลการ
สำหรับบุคคลสำคัญผู้มีพระคุณอย่างยิ่งกับสมาคมไม้ประดับคือ
หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร
นั่นเอง ท่านเป็นชายาของพระเจ้าวรวงศ์เธอฯ กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต ทั้งสองท่านรักศิลปะและธรรมชาติเป็นอย่างมากจะเห็นได้จากบริเวณรอบๆ วังสวนผักกาดประกอบด้วยเรือนไทย 4 หลังที่ล้อมรอบด้วยพรรณไม้ซึ่งจัดและตกแต่งไว้อย่างสวยงาม หลังจากที่เสด็จในกรมฯสิ้นพระชนม์ ในปี พ.ศ.2502 คุณท่านจึงเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด ให้ประชาชนชาวไทย และชาวต่างชาติเข้าชมได้ โดยนำรายได้ทั้งหมดเข้ามูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ พร้อมกับอนุญาตให้สมาคมฯ จัดแสดงงานภายในพื้นที่ของวัง อีกสถานที่หนึ่งที่บ่งบอกได้ว่า ทั้งสองพระองค์เป็นผู้รักธรรมชาติอย่างแท้จริงนั่นคือ วังตะไคร้ ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2497 เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนสวนพระองค์ และบรรดาญาติมิตรที่สนิทสนมกันเท่านั้น
เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นป่าดงดิบ รกชัฏที่มีไข้มาลาเรียชุกชุม มีสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่ ทั้งช้าง เก้ง กวาง หมูป่า มีลำธารน้ำไหลผ่านตลอดปี และมีต้นไคร้น้ำหรือไคร้หางนากขึ้นอยู่ตามริมฝั่งน้ำเป็นจำนวนมาก จึงเรียกกันว่า วังตะไคร้ ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวบ้านใช้เรียกพื้นที่แห่งนี้มาแต่โบราณ ทั้งสองพระองค์ทรงประทับใจที่นี่มาก จึงซื้อไว้ และค่อยๆปรับพื้นที่ให้ไปเรื่อยๆ มีให้รกร้างมากนัก แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่ โดยมีหมื่นจำปาศักดิ์ หรือคุณเสน่ห์ รุ่งเรืองสุข ปลัดกรมมหาดเล็กคนสนิท และนายพันธุ์ นาครัตน์ (งิ้ว) เป็นผู้ช่วยดูแล โดยมีคุณเสน่ห์เป็นผู้แลพื้นที่ทั้งหมดมานานกว่า 30 ปี ทั้งคุณท่านและคุณเสน่ห์ เป็นผู้นำพรรณไม้จากต่างประเทศหลายชนิดมาปลูกประดับในพื้นที่แห่งนี้ เช่น
ต้นแสงทอง แสงอรุณ
หรือ
รูทแบคเกีย
(Rudbeckia fulgida)
แดงพันธุ์ทิพย
์ (Megaskepasma erythrochlamys) ไม้พื้นเมืองของเวเนซูเอลา
ชมพูพันธุ์ทิพย์
หรือ
ตาเบบูยา
(Tabebuia rosea) ที่คุณท่านนำมาจากอาร์เจนตินา
เล็บวิฬาร
์ หรือ
เหลืองชัชวาลย์
(Macfadyena unquis-cati)
มหาลา
ภ (Eucrosia bicolor) ที่มีถิ่นกำเนิดในเอกวาดอร์ และเปรู ลั่นทม มหาหงส์สีชมพู สีเหลือง รวมทั้ง ฝ้ายคำ ช่อพันธุ์ทิพย์ ไผ่ทอง พุดแตรงอน ที่นำมาจากสิงคโปร์ ฯลฯ นอกจากพรรณไม้ต่างประเทศแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังมีไม้ป่าของไทยแปลกๆหลายชนิดปลูกประดับอยู่ด้วยเช่น มะไฟป่า มะเดื่อด่าง ไทรด่าง เต็ง รัง ตะเคียน มะค่า ฯลฯ จนถึงปัจจุบันวังตะไคร้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่อย่างสมบูรณ์
สมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย
บ้านก้ามปู เลขที่ 5/6 ซอยสมาคมแพทย์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10240
หรือ ตู้ ป.ณ. 1081 ไปรษณีย์เกษตรศาสตร์ จตุจักร กรุงเทพฯ 10903 โทร. 08 6512 6999 โทรสาร 02 584 1211
Design by
2RabbitsStudio.com